บทความใน Blog นี้ เป็นบทความที่รวบรวมมาจากสาขาวิทยบริการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง จาก Website ต่าง ๆ และจัดทำขึ้นเอง เพื่อสะดวกในการศึกษาค้นคว้า(ต้องขออภัยที่ไม่ได้ขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของข้อมูล ในการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ) คำบรรยายของอาจารย์ทุกท่านอาจจะมีข้อหรือคำผิดพลาด อันเนื่องมาจากการพิมพ์และการตีความของผู้พิมพ์และผู้เรียบเรียงได้ ขอให้ผู้ศึกษาโปรดใช้วิจารณญาณ ขอขอบพระคุณเจ้าของผลงานทุกท่าน พร้อมอาจารย์ทุกท่านที่ได้มอบความรู้และคุณธรรมให้แก่ลูกศิษย์ด้วยความเมตตา

3 มิถุนายน 2554

สรุปแนวข้อสอบนิติกรรมลอย


 เอกสารเตรียมสอบเรื่อง นิติกรรมลอย

โดย จ.อ.นิคม  เภาพาน

หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต

 


     1. สรุปนิติกรรมลอย  

หลักกฎหมายที่ใช้อธิบายปัญหาว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ได้ตกลงซื้อขายกันจะผ่านมือไป

ยังผู้ซื้อเมื่อใดแตกต่างกันออกไป   กล่าวคือระบบคอมมอนลอว์ (เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์)  มีหลักว่า ผู้ซื้อย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นไปทันทีที่สัญญาซื้อขายสำเร็จลง  ส่วนประเทศอื่นๆ  นอกจากจะมีสัญญาซื้อขายแล้ว  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันจะโอนไปยังผู้ซื้อก็ต่อเมื่อผู้ขายได้ส่งมอบทรัพย์นั้นแก่ผู้ซื้อ  หรือได้กระทำการอื่นใดที่มีผลเท่ากับการส่งมอบแก่ผู้ซื้อแล้ว

          แต่สำหรับประเทศเยอรมันมีข้อกำหนดที่เป็นพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก  คือจะต้องมีการตกลงระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเป็นพิเศษด้วย  โดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้นโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อด้วย  ข้อตกลงนี้กฎหมายเยอรมันเรียกว่า “ สัญญาทางทรัพย์  ( Dinglicher  Vertrag)   ซึ่งสัญญาทางทรัพย์มีข้อแตกต่างจากสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้  เพราะผู้ขายเพียงแต่ผูกพันตนที่จะโอนทรัพย์ที่ตกลงซื้อขายกันให้แก่ผู้ซื้อ  ส่วนในสัญญาทางทรัพย์  ผู้ขายตกลงโอนทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อ   คือผู้ขายปฏิบัติการชำระหนี้ตามความผูกพันที่ทำไว้โดยผู้ขายตกลงกับผู้ซื้อ  ให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์นั้น  และความมีผลของสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้กับผลของสัญญาทางทรัพย์แยกกันเป็นอิสระจากกัน   จึงเรียกได้ว่า “ สัญญาลอยทางทรัพย์  ”   (Abstrakter   Dinglicher   Vertrag)  อันเป็นหลักกฎหมายของเยอรมัน

          หลักกฎหมายว่าด้วย  “ สัญญาลอยทางทรัพย์”  กล่าวคือ เมื่อผู้ซื้อได้ทำสัญญา   “ทางทรัพย์” กับผู้ขายคือตกลงโอนกรรมสิทธิ์และได้รับมอบทรัพย์ที่ซื้อกันนั้นจากผู้ขายแล้ว  ผู้ซื้อย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น  ถึงแม้ว่าสัญญาซื้อขายนั้นจะตกเป็นโมฆะมาแต่แรกหรือสิ้นผลไปเพราะถูกบอกล้างไปภายหลัง  หรือสัญญาซื้อขายนั้นไม่มีผลเพราะเหตุหนึ่งเหตุใดก็ตาม  ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าข้อตกลงทางทรัพย์นั้นเป็นข้อตกลงที่  “ลอย” (Abstrakt)  หรือพรากจากสัญญาซื้อขายที่เป็นมูลเหตุของสัญญาทางทรัพย์นั้น  กล่าวคือ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โอนกันโดยสัญญาทางทรัพย์นั้นย่อมจะโอนไปยังผู้ซื้อแล้วตั้งแต่ตกลงโอนและส่งมอบแก่กัน  โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า  สัญญาซื้อขายไม่มีผลหรือมีผลมาแต่ต้นแล้วเสียไปภายหลัง  อย่างไรก็ดีแม้ในกรณีที่ผู้ซื้อจะได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น  แต่การได้กรรมสิทธิ์นี้เป็นการได้มาโดยสัญญาที่ไม่มีผล  เรียกได้ว่าเป็นการได้มาโดยปราศจากเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย (Sine  Causa)  ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ควรมีสิทธิ์ที่จะยึดถือทรัพย์นั้นไว้เป็นของตัวตลอดไป  และต้องมีหน้าที่คืนทรัพย์นั้นแก่ผู้ขายในฐานะที่ได้กรรมสิทธิ์มานั้นเป็น “ ลาภมิควรได้”  อันเป็นกรณีตามมาตรา 812  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน

          ในระบบกฎหมายของเยอรมัน หลักสัญญาลอยทางทรัพย์นี้มิได้ใช้เฉพาะเรื่องซื้อขายเท่านั้น  แต่ยังใช้กับกรณีสัญญาให้  แลกเปลี่ยน   หรือการโอนทรัพย์แก่เจ้าหนี้เพื่อประกันการกู้ยืม  หรือการโอนทรัพย์ แก่ทรัสตีเพื่อจัดการทรัพย์ด้วย  ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้มีนิติกรรม 2 ประเภท  มาเกี่ยวข้อง   กล่าวคือ  “นิติกรรมที่เป็นมูล”  หรือ  “นิติกรรมที่เป็นเหตุ” อันได้แก่สัญญาทางหนี้  เช่น สัญญาซื้อขาย  สัญญาให้  สัญญาค้ำประกัน   หรือสัญญาตั้งทรัสต์    กับอีกประเภทหนึ่งคือ  “ นิติกรรมที่ทำให้สัญญาสำเร็จผล”  หรือ  “ นิติกรรมที่เป็นการปฏิบัติการชำระหนี้”  อันได้แก่การโอนทรัพย์ ให้สำเร็จลุล่วงไปตามวัตถุประสงค์ของสัญญาที่เป็นมูล  ทีนี้ถ้าหากปรากฎว่านิติกรรมที่เป็นมูลนั้นตกเป็นโมฆะ  นิติกรรมอีกประเภทหนึ่งคือ “นิติกรรมที่ทำให้สัญญาสำเร็จผล”  ก็อาจมีผลสมบูรณ์ได้  เพราะนิติกรรมประเภทหลังนี้เป็น “นิติกรรมลอย” แยกจากนิติกรรมที่เป็นมูลและด้วยเหตุนี้  ผู้ซื้อ   หรือผู้รับให้  หรือเจ้าหนี้  หรือผู้รับสัญญาค้ำประกัน   หรือทรัสตีผู้รับโอนทรัพย์ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โอนมาโดยบริบูรณ์ 

          กล่าวโดยสรุป “สัญญาลอยทางทรัพย์”  หรือ “นิติกรรมลอย”  เป็นหลักกฎหมายของเยอรมันที่อธิบายว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โอนกันโดย  “สัญญาทางทรัพย์”  หรือ “นิติกรรมที่เป็นการปฏิบัติการชำระหนี้” นั้นย่อมจะโอนไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับโอนแล้วตั้งแต่ตกลงโอนและส่งมอบแก่กัน  โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า  “สัญญาทางหนี้” หรือ “นิติกรรมที่เป็นมูล ”  ไม่มีผลหรือมีผลมาแต่ต้นแล้วเสียไปภายหลัง  อย่างไรก็ดีแม้จะได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น  แต่การได้กรรมสิทธิ์มาโดยสัญญาที่ไม่มีผล  ปราศจากเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย  จึงไม่ควรมีสิทธิ์ที่จะยึดถือทรัพย์นั้นไว้  และต้องมีหน้าที่คืนทรัพย์นั้น  คำว่า นิติกรรมลอย  เป็นการบัญญัติศัพท์ โดย ดร.หยุด  แสงอุทัย



          2. สรุปความแตกต่างของระบบสัญญาเดี่ยวและสัญญาคู่

          ในการทำสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์  สัญญาให้  แลกเปลี่ยน   หรือการโอนทรัพย์แก่เจ้าหนี้เพื่อประกันการกู้ยืม  หรือการโอนทรัพย์ แก่ทรัสตีเพื่อจัดการทรัพย์  กฎหมายแพ่งเยอรมันได้แยกนิติกรรมออกเป็นสองประเภท คือ“นิติกรรมที่เป็นมูล”  หรือ  “นิติกรรมที่เป็นเหตุ” หรือที่เรียกว่า “สัญญาทางหนี้ ”  กับ “ นิติกรรมที่ทำให้สัญญาสำเร็จผล”  หรือ  “ นิติกรรมที่เป็นการปฏิบัติการชำระหนี้” หรือที่เรียกว่า  ”สัญญาทางทรัพย์” ซึ่งเรียกว่า  ระบบสองสัญญาหรือสัญญาคู่  ซึ่งต่างจากฎหมายของไทย  ฝรั่งเศส  และคอมมอนลอว์  ซึ่งนำการกำหนดในการแสดงเจตนาว่าสมบูรณ์หรือไม่  มาเป็นตัวกำหนดการเกิดสัญญาซึ่งจะมีเพียงสัญญาเดียวเท่านั้น เรียกว่า ระบบสัญญาเดี่ยว

          2.1 การเกิดสัญญา

          ในระบบสัญญาคู่  เมื่อได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้แล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังไม่โอนไปยังผู้รับโอนหรือผู้ซื้อ  จนกว่าคู่สัญญาจะต้องทำสัญญาทางทรัพย์อีกสัญญาหนึ่งและมีการส่งมอบตัวทรัพย์  กรรมสิทธิ์ถึงจะโอนไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับโอน ซึ่งแตกต่างจากระบบสัญญาเดี่ยว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขาย  กล่าวคือ ล่าวคือารอันใดอันหนึ่งขึ้นอันพึ่งสันิษบานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับ  กฎหมายไทยสัญญาเกิดเมื่อมีการอันใดอันหนึ่งขึ้นอันพึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับ กฎหมายฝรั่งเศสสัญญาเกิดเมื่อผู้เสนอรับทราบคำสนอง โดยพิจารณาจากคำสนองมาถึงภูมิลำเนาของผู้เสนอถือว่าสัญญาเกิด   กฎหมายคอมมอนลอว์ สัญญาเกิดทันทีที่ส่งจดหมาย  แม้ผู้เสนอจะยังไม่ทราบคำเสนอแม้กระทั่งคำสนองจะหายไปในระหว่างทาง   



          2.2 การเรียกคืนทรัพย์เมื่อนิติกรรมตกเป็นโมฆะ

                   ในระบบสัญญาคู่ หากปรากฏว่าสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้อันเป็นมูลของการโอนทรัพย์นั้นไม่สมบูรณ์ เพราะตกเป็นโมฆะด้วยเหตุที่นิติกรรมนั้นไม่ถูกต้องตามแบบ หรือต้องห้ามโดยบทบัญญัติของกฎหมาย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือด้วยเหตุที่คู่กรณีมิได้มีเจตนาต้องตรงกัน หรือสัญญานั้นตกเป็นโมฆียะ (เพราะเหตุสำคัญผิดฉ้อฉล หรือข่มขู่) และถูกบอกล้างไปภายหลัง  ตามหลักว่าด้วย “สัญญาลอยทางทรัพย์นั้นกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือในตัวเงินที่โอนกันย่อมจะโอนไปยังคู่กรณีแล้ว  ดังนั้นผู้โอนย่อมไม่อาจอ้างหลักกรรมสิทธิ์มาเป็นฐานในการเรียกทรัพย์คืนได้ต่อไป  จึงได้แต่เรียกให้ผู้รับโอนคืนทรัพย์ โดยอาศัยหลักว่าผู้รับโอนได้ทรัพย์นั้นไป โดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย คือได้ทรัพย์ไปในฐานะเป็นลาภมิควรได้ และผู้รับโอนย่อมจะต้องคืนทรัพย์นั้นแก่ผู้โอน จึงสรุปว่าสิทธิเรียกให้ผู้รับโอนคืนทรัพย์สินที่ได้รับโอนไปตามสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ย่อมไม่ใช่สิทธิเรียกร้องทางทรัพย์ ไม่ใช่การเรียกทรัพย์คืนโดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 985 ป. แพ่งเยอรมัน  ผู้โอนคงมีแต่สิทธิเรียกร้องทางหนี้ต่อผู้รับโอน ในอันที่จะเรียกร้องให้ผู้รับโอนคืนทรัพย์แก่ตนตามหลักว่าด้วยลาภมิควรได้ (มาตรา812 ฯ ป.แพ่งเยอรมัน) เท่านั้น   ซึ่งแตกต่างจากระบบสัญญาเดี่ยว  กล่าวคือการทำสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาทางหนี้ มีผลทำให้กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้กัน   โดยไม่ต้องไปทำสัญญาอะไรกันอีก  และหากสัญญาในทางหนี้ตกเป็นโมฆะ เพราะเหตุมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งด้วยกฎหมาย  หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี  ถือว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นยังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ  กรรมสิทธิ์ยังอยู่ที่เจ้าของ  สามารถติดตามเอาคืนได้ตามหลักกรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ของไทย

2.3 การโอนทรัพย์ไปยังบุคคลที่สาม  

       ในระบบสัญญาคู่ ประกอบด้วยสัญญาทางหนี้ และสัญญาทางทรัพย์ ในการโอนทรัพย์ไปยังบุคคลที่สาม  หากสัญญาทางหนี้ระหว่างผู้รับโอน(ผู้ซื้อ) กับบุคคลที่สามสมบูรณ์ และสัญญาทางทรัพย์มีการส่งมอบทรัพย์  กรรมสิทธิ์ย่อมโอนไปยังบุคคลที่สามทันที  ผู้ขายหรือผู้โอนจะไปฟ้องเอาคืนจากบุคคลที่สามไม่ได้   ซึ่งจะแตกต่างจากระบบสัญญาเดี่ยว โดยยึดหลักกฎหมายทั่วไป  หลักว่า  “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” หากสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ   ถือว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ  กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับเจ้าของทรัพย์ เมื่อผู้ซื้อไม่มีกรรมสิทธิ์  บุคคลที่สามย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ดีกว่า  ผู้ขายสามารถติดตามเอาทรัพย์คืนจากบุคคลที่สามได้ตามหลักกรรมสิทธิ์   ตาม ปพพ. มาตรา 1336



 ปล.เป็นแนวทางงในการสอบเท่านั้นครับบบบ


                                                                  

                  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

มุมสำหรับเพื่อน ๆ แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยน เติมเต็ม ติชม และแซว