บทความใน Blog นี้ เป็นบทความที่รวบรวมมาจากสาขาวิทยบริการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง จาก Website ต่าง ๆ และจัดทำขึ้นเอง เพื่อสะดวกในการศึกษาค้นคว้า(ต้องขออภัยที่ไม่ได้ขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของข้อมูล ในการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ) คำบรรยายของอาจารย์ทุกท่านอาจจะมีข้อหรือคำผิดพลาด อันเนื่องมาจากการพิมพ์และการตีความของผู้พิมพ์และผู้เรียบเรียงได้ ขอให้ผู้ศึกษาโปรดใช้วิจารณญาณ ขอขอบพระคุณเจ้าของผลงานทุกท่าน พร้อมอาจารย์ทุกท่านที่ได้มอบความรู้และคุณธรรมให้แก่ลูกศิษย์ด้วยความเมตตา

27 มิถุนายน 2554

โจทย์การบ้านวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (สิทธิบัตร)

Take  Home

ให้อธิบายหลักของ CL ( Compulsory  License) 
   -ให้พิจารณาโดยสรุปว่ามีบทบัญญัติในมาตราใดของกฎหมายสิทธิบัตรไทยที่เป็น CL
   - เป็น CL ในกรณีใดบ้าง
  - บทบัญญัติดังกล่าวมีความสอดคล้องกับข้อกำหนด TRIPs อย่างไร
  - ประเทศไทยได้ประโยชน์จากข้อกำหนดในกฎหมายสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ จงวิเคราะห์


ข้อมูลที่ใช้ในการตอบคำถามเรียงประเด็น

    1. หลักของ CL  คลิกเลย
     
    2. กฎหมายของไทยที่เป็น CL คลิกเลย

    3. เป็น CL กรณีใดบ้าง (อยู่ในไฟล์อื่นๆครับ)

    4. สอดคล้องข้อกำหนด TRIPs  อย่างไร คลิกเลย

    5.ไทยได้ประโยชน์หรือไม่ คลิกๆๆ



                                  ขอขอบคุณ...น้องป๋อมแป๋ม / น้องไก่ / น้องอุ๊ และ พี่อ๋อย ที่ช่วยสืบค้นข้อมูล

                                                                                           ....ฝ่ายวิชาการ.....

24 มิถุนายน 2554

การบ้านวิชากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่มาข้อมูล

ชื่อวิทยานิพนธ์
         1. ปัญหาการบังคับใช้สิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า/สุนทร ล้อศิริรัตนกุล / มหาวิทยาลัยรามคำแหง. บัณฑิตวิทยาลัย  




                         การบ้านวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา 
                                                           คลิกเลยครับบบบบ

21 มิถุนายน 2554

ผลสอบภาษาอังกฤษ




ผลสอบภาษาอังกฤษ  ออกแล้วนะครับ
 ตรวจสอบด่วน!!! 
ได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างครับ

ตรวจผลสอบด่วนนนน คลิกๆๆๆๆเลย

ผลเป็นประการใด...กริ้งกร้างบอกกันนะครับ

....ดีใจด้วยกับทุกคนนะครับ   ที่สอบผ่าน
หากสอบไม่ผ่าน  อย่าเสียใจครับ  ซ่อมได้ๆๆๆๆ
            
       """"ดีใจกะเพื่อนทุกคนครับ""""

3 มิถุนายน 2554

สรุปแนวข้อสอบหลักกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

เอกสารเตรียมสอบหลักกรรมสิทธิ์ที่ดิน
จ.อ.นิคม  เภาพาน
หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต
                                     
                                         สรุปหลักกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 


กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีวิวัฒนาการมาจาก  ทฤษฎี “สามัญชนทุกคนควรมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดิน”   ของ John Lock นักปราชญ์ชาวอังกฤษ  เชื่อว่า “สิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินเกิดจากแรงงานที่ผู้ใดใช้ในการทำที่ว่างเปล่าให้เป็นไร่  นา  สวน   ผู้ใดใช้แรงงานของตนทำไร่  นา สวน ย่อมเป็นเจ้าของที่นั้นโดยสิทธิเด็ดขาด (  Absolute)   จะซื้อ  หรือ จะสืบทอดเป็นมรดกได้ ( หากรัฐละเมิดสิทธินี้ก็เท่ากับ “โจรกรรม”  เว้นแต่  กรณีพิเศษ  เช่น  เจ้าของที่ดินละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น หรือเบียดเบียนชาวบ้านส่วนรวม  ซึ่งทฤษฎีของ John Lock เป็นพื้นฐานในการรับรอง “ความเป็นเจ้าของที่ดิน” ของประชากรพลเมืองทุกคนในสังคมสมัยใหม่   
ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฎีแห่งความมั่งคั่ง   (Wealth)  ของ ริคาร์โด นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ  ซึ่งมีแนวคิดบนพื้นฐานมนุษยนิยม  ถือว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ความมั่งคั่งเกิดจากที่ดิน  เพราะผู้คนเกือบทั้งหมดอยู่ในภาคการผลิตจากที่ดิน    โดยมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดการผลิตได้แก่ ที่ดิน  แรงงาน  ทุน  ผู้ประกอบการ  และภูมิปัญญา   
ต่อมาได้มีแนวคิดปัจเจกชนนิยมและสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 1 8 -19  ทำให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นสิทธิตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง   ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะกฎหมายให้อำนาจ 
และในศตวรรษที่ 20 ได้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับการแทรกแซงของรัฐในการถือของที่ดิน  ตามแนวความคิดของ  Leon  Duguit  นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส  ซึ่งปฏิเสธกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินว่าเป็นสิทธิตามธรรมชาติ   แต่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องมีอยู่เพราะหน้าที่ตามสังคม ( Social  Function) กล่าวคือ  เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะใช้สอยเพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้นหาได้ไม่  แต่ต้องปฏิบัติตามภาระที่มีอยู่ในสังคมด้วย  หากไม่มีการใช้ประโยชน์และเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้ว  รัฐก็อาจแทรกแซงได้  
ซึ่งจากแนวคิดนี้ทำให้มีการแก้ไขกฎหมายแพ่งเยอรมันในเรื่อง “สิทธิของผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นสิทธิที่ถูกจำกัดได้”   โดยหลักกฎหมายไทยได้บัญญัติให้สอดคล้องกับหลักการนี้ว่าด้วยทรัพย์ตาม ปพพ. มาตรา 13335  1336
                                สำหรับประเทศไทยมีประวัติเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์  กล่าวคือ   ในสมัยสุโขทัย  ราษฎรมีสิทธิเต็มที่ในทรัพย์สินของตนระหว่างราษฎรด้วยกันเอง    แต่จะใช้ยันกับพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้   ส่วนในสมัยอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินเป็นสมมติเทพ ที่ดินทั้งหมดเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน และในสมัยรัตนโกสินทร์มีลักษณะเช่นเดียวกัน  จนมาถึงสมัยปัจจุบันได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินเมื่อ พ.ศ. 2497  ที่ดินที่ประชาชนครอบครองอยู่ก่อนแล้วและได้ทำประโยชน์ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและออกหนังสือรับการทำประโยชน์ว่าทำไปแล้วเสร็จมากน้อยเท่าใด แล้วจึงออกโฉนดให้เป็นกรรมสิทธิ์
                แนวคิดทฤษฎีมาตรการสากลของกรรมสิทธิ์
                เชื่อว่าสิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ  กล่าวคือ เราไปจับปลามาได้  เราก็คิดว่าเรามีสิทธิที่จะกิน  หมายความว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์
                นอกจากนี้ยังมี ปฏิญญาแห่งสิทธิมนุษยชน   ในมาตรา 2 รองรับว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นสิทธิของมนุษย์  และมาตรา 17 รองรับว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นสิทธ์อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะละเมิดมิได้  การละเมิดกรรมสิทธิ์จะกระทำมิได้  เว้นแต่  เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ ตามที่กำหนดในกฎหมายและได้ชดใช้ค่าทำขวัญตามสมควรเสียก่อนแล้ว
         หลักเกณฑ์ที่สำคัญของกรรมสิทธิ์
                1. สิทธิเด็ดขาด ( Absolute  Right)  เป็นสิทธิที่กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าของสิทธิที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ทรัพย์ หรือ สิทธิ  โดยกีดกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ( เป็นสิทธิที่ใช้ยันบุคคลทุกคนในโลก)   ทุกคนมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิเด็ดขาดนี้  กล่าวคือ เป็นทรัพยสิทธิ์  อันเป็นสิทธิเหนือทรัพย์  ซึ่งเกิดโดยผลของกฎหมายเท่านั้น
                2. อำนาจหวงกัน  ( Exclusive)  
                 - เป็นการกระทำป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย 
                - กระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย
                -เป็นการกระทำเพื่อบำบัดป้องปัดภยันตรายซึ่งมีมาเป็นสาธารณะประโยชน์โดยฉุกเฉิน
                - เพื่อปัดป้องภยันตราย ( Bileteral  Free  Area)
                - เพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของบุคคลภายนอกจากภยันตรายอันมีมาโดยเหตุ
                ฉุกเฉินเพราะตัวทรัพย์นั้นเองเป็นเหตุ
                -ผู้ครองอสังหาริมทรัพย์ชอบที่จะจับสัตย์ของผู้อื่นที่เข้ามาทำความเสียหายในที่ของตน
3. ลักษณะถาวร ( Perpetual) กรรมสิทธิ์ต่างจากทรัพยสิทธิอย่างอื่นทั้งหลายที่มีลักษณะถาวร   ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้สิ้นสุดไปโดยการเวลาโดยเจ้าของมิได้ใช้   ส่วนทรัพย์สินที่จำกัดตัดทอนกรรมสิทธิ์นั้นได้ก่อให้เกิดโดยกำหนดเวลาไว้  อย่างมากจะมีอยู่ได้เพียง  30 ปี หรือมิฉะนั้นก็อยู่ได้เพียงชั่วชีวิตของผู้ทรงสิทธินั้นเท่านั้น  เช่นสิทธิอาศัย  สิทธิเหนือพื้นดิน  สิทธิเก็บกิน    
                ส่วนประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550  มาตรา 41 รับรองว่า สิทธิบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง  ขอบเขตแห่งสิทธิและจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ย่อมเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ และการสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ  และมาตรา 42 รับรองว่า  การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                เจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิอย่างบ้างนั้น  ตามหลักกฎหมายแพ่งมาตรา 1336  ซึ่งได้วางหลักสอดคล้องกับหลักสากล ให้เจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิใช้สอย  สิทธิจำหน่าย สิทธิได้ซึ่งดอกผล สิทธิติดตามเอาคืน  สิทธิที่จะขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้ามาเกี่ยวข้อง  
                และตามมาตรา 1335 หลักแดนกรรมสิทธิ์  โดยให้แดนกรรมสิทธิ์ที่ดินกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดิน  กล่าวคือให้เจ้าของกรรมสิทิ์มีสิทธิเต็มที่ในอาณาบริเวณที่ดินของตนเหนือที่ดินขึ้นไปหรือใต้พื้นดินลงมา  เว้นแต่จะถูกจำกัดโดยกฎหมาย     ซึ่ง  เจ้าของกรรมสิทธิ์อาจถูกจำกัดสิทธิ  ซึ่งมีอยู่ 2  ทาง  กล่าวคือ 
โดยนิติกรรม  คือการทำสัญญาตามหลักความศักดิ์สิทธิแห่งการแสดงเจตนา  และหลักเสรีภาพในการทำสัญญา    และอีกทางหนึ่งคือ  โดยผลของกฎหมาย ซึ่งมีจุดมึ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ ( Public   Interest)  เช่น การเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 42  การใช้สอยถูกจำกัดโดยการจำนำ การได้ดอกผลถูกจำกัดสิทธิโยสินสมรส     และโดยอายุความ กรณีเป็นหลักยกเว้นหลักถาวรของผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์  เช่น การแย่งการครอบครองปรปักษ์               


                                                                                                                               


 ปล. เป็นแค่แนวทางในการสอบครับ    เนื่องจากมีเวลาจำกัดในการจัดทำ    



สรุปแนวข้อสอบค่าเสียหายเชิงลงโทษ


จ.อ.นิคม   เภาพาน

หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต

มหาวิทยาลัยรามคำแหง  สาขาอำนาจเจริญ

 


สรุปค่าเสียหายในเชิงลงโทษ

          ค่าเสียหายเชิงลงโทษ  เป็นค่าเสียทางละเมิดประเภทหนึ่งที่แบ่งแยกประเภทตามความมุ่งหมายของการกำหนดค่าเสียหายทางละเมิด อันเกิดจากระบบกฎหมาย civil  law และระบบ common law    โดยแต่ละระบบกฎหมายมีจุดเริ่มต้นของค่าเสียหายทางละเมิดหรือที่มาของค่าเสียหายทางละเมิดที่แตกต่างกัน  กล่าวคือ

ค่าเสียหายทางละเมิดของระบบ  Civil   law   เกิดจากประมวลกฎหมายแพ่งของโรมันซึ่งตาม “ทฤษฎีว่าด้วยหนี้”  ( Theory  Of  Obligation) โดยถือว่าหนี้ละเมิดเป็นหนี้ประเภทหนึ่งของหนี้ในทางแพ่งที่คู่กรณีจะต้องมีการชดใช้แก่กัน   ส่วนค่าเสียหายทางละเมิดของระบบ common law  เกิดจากหมายเรียกคดีละเมิด ( Writ  Of  Trespass)   โดยถือว่าการกำหนดค่าเสียหายถือเป็นคดีเฉพาะเรื่อง 

          เมื่อมีที่มาหรือการเกิดของค่าเสียหายทางละเมิดแตกต่างกันทำให้ มีจุดมุ่งหมายของการกำหนดค่าเสียหายต่างกันไปด้วย  กล่าวคือ ระบบ civil law มุ่งหมายให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในทำนองเดียวกับหนี้ตามสัญญา  โดยยึดและกำหนดค่าเสียหายตามความเสียหายที่แท้จริงซึ่งผู้เสียหายได้รับเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าเสียหาย  ซึ่งมีเหตุผลเชื่อว่า ผู้เสียหายไม่พึงได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่าหนี้ที่ผู้ละเมิดมีต่อตน  ส่วนระบบ common law  ไม่ได้ยึดหลักตามทฤษฎีว่าด้วยหนี้ย่างเดียว แต่มีแนวความคิดทางอาญาเจือปนเข้ามาด้วย จึงส่งผลให้นอกจากจะกำหนดให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายตามความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับแล้ว บางครั้งอาจกำหนดค่าเสียหายในส่วนที่เป็นการลงโทษผู้ทำละเมิดอีกด้วย

          ค่าเสียหายทางละเมิดแบ่งออกตามความมุ่งหมายของการกำหนดค่าเสียหาย ออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือ ค่าเสียหายแบบค่าสินไหมทดแทน (Compensatory Damages) และค่าเสียหายแบบเป็นโทษ (Punitive Damages)

          1.ค่าเสียหายแบบค่าสินไหมทดแทน (Compensatory Damages) เป็นค่าเสียหายในลักษณะ “ค่าสินไหมทดแทน” ที่ผู้ละเมิดจะต้องจ่ายชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย  เพื่อให้ผู้เสียหายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อนถูกกระทำละเมิดให้ได้ใกล้เคียงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีความเสียหายที่ปรากฏในรูปของตัวเงินค่าใช้จ่าย รายได้ที่ขาดไป หรือความเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน  ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายแบบนี้เป็นหลักเกณฑ์ของระบบ civil law  ส่วนระบบ common law ถือหลักการผสมคือจะกำหนดค่าเสียหายแบบเป็นโทษตอบแทนแก่ผู้ละเมิดด้วย

          ค่าเสียหายแบบค่าสินไหมทดแทนมีลักษณะสำคัญ คือ

          ก. เป็นการชดใช้ทดแทนความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับจริงๆ

          ข. ฝ่ายผู้เสียหายต้องพิสูจน์ความเสียหายที่ตนได้รับให้ปรากฏต่อศาล

          ค. ในระบบกฎหมาย civil  law สามารถผ่อนชำระค่าเสียหายได้เป็นงวดๆ หรือเป็นรายปี  ส่วนระบบ Common  law ต้องชำระคราวเดียว

          2. ค่าเสียหายแบบเป็นโทษ (Punitive Damages)   เป็นค่าเสียหายที่กำหนดให้ผู้ละเมิดต้องใช้แก่ผู้เสียหายเพื่อตอบแทนความรุนแรงแห่งพฤติการณ์ของการกระทำละเมิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการลงโทษผู้ละเมิดซึ่งมีพฤติการณ์จงใจไม่นำพาต่อกฎหมายและสิทธิของบุคคลอื่น  การกำหนดค่าเสียหายแบบนี้ เป็นหลักการของ common law โดยเฉพาะ อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายเพื่อเป็นค่าสินไหมทดแทนและเพื่อลงโทษผู้ละเมิดควบคู่กัน

          ลักษณะสำคัญของค่าเสียหายแบบเป็นโทษ มีดังนี้

          ก. เป็นค่าเสียหายที่กำหนดลงโทษตอบแทนผู้ละเมิดเพื่อปรามไม่ให้ทำไม่ชอบเช่นนั้นอีก และยังไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างด้วย

          ข. ฝ่ายผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์จำนวนค่าเสียหาย แต่ศาลกำหนดให้ตามความเหมาะสมได้เองโดยพิจารณาจากความร้ายแรงแห่งละเมิด สภาพ และปริมาณความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับเอง กับฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ละเมิด

          ค. เป็นค่าเสียหายที่เพิ่มเติมขึ้นนอกเหนือจากค่าเสียหายที่ชดใช้ทดแทนความเสียหายจริงๆ แต่ในบางคดีอาจไม่ปรากฏความเสียหายจริงที่จะทดแทน ศาลก็จะกำหนดแต่ค่าเสียหายแบบเป็นโทษให้เท่านั้น

          ง. กำหนดให้เฉพาะกรณีละเมิดที่มีพฤติการณ์รุนแรง  มีลักษณะการกระทำเช่นเดียวกับในคดีอาญา เช่น ใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ข่มขู่หลอกลวง ฉ้อฉล โดยผู้ละเมิดจงใจให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้เสียหาย หรือมุ่งหมายให้ผู้เสียหายอับอายหรือถูกเหยียดหยาม

          ค่าเสียหายแบบเป็นโทษนี้ในระยะหลังทางคอมมอนลอว์  พยายามหลีกเลี่ยงไม่กำหนด  โดยเฉพาะในอังกฤษ  เห็นได้จากคำพิพากษาคดี Rooks V. Barnard โดยศาลสูงได้วางหลักเกณฑ์ค่าเสียหายแบบเป็นโทษมีได้  3  กรณีเท่านั้น  กล่าวคือ

          ก. คดีที่เจ้าพนักงานของรัฐจงใจทำละเมิดฝ่าฝืนกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ

          ข. คดีที่จำเลยจงใจหวังผลกำไรเป็นจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลย เช่น คดี Cassell Co.Ltd. v Broome, 1972 จำเลยลงพิมพ์ข้อความเท็จมุ่งให้โจทก์เสียหายโดยจำเลยหวังรายได้จากการพิมพ์จำหน่ายเป็นจำนวนสูงกว่าค่าเสียหายที่คาดว่าจะต้องชดใช้แก่โจทก์

          ค. คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าเสียหายแบบเป็นโทษแก่ผู้เสียหาย

          ส่วนในประเทศไทยนั้นก็ได้มีการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับค่าเสียหายแบบลงโทษเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทน  เช่น 

          ในพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545  โดยได้บัญญัติไว้ในมาตรา 13 (3) ว่า “ในกรณีที่ปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือเจตนากลั่นแกล้ง  เพื่อให้ความลับทางการค้าดังกล่าวสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า  ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากจำนวนที่ศาลกำหนดได้    แต่ต้องไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทน”

          พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551  มาตรา 11   ได้กำหนดค่าเสียหายขึ้นใหม่เพิ่มขึ้นไปจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะละเมิด คือ  ความเสียหายต่อจิตใจอันเป็นผลเนื่องมาจากความเสียหายต่อร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้เสียหาย  ซึ่งหากจะว่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะละเมิดอย่างเดียวไม่อาจจะเรียกได้

          ส่วนพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42   ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด  แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดมีจำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท  ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกิน 5 เท่า ของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด

          จากพระราชบัญญัติต่างๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าได้มีการบัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อเป็นการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนของค่าเสียหายที่แท้จริงตามที่ศาลเห็นสมควร  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการลงโทษผู้กระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้นการนำเอาหลักเกณฑ์ของค่าเสียหายในเชิงลงโทษที่มีบังคับใช้อยู่ในระบบ Common  law มาบังคับใช้ในกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยได้ให้การยอมรับในหลักเกณฑ์ของการกำหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษแล้วในระดับหนึ่ง

          ค่าเสียหายเชิงลงโทษ หรือที่เรียกว่า  “ ค่าเสียหายแบบเป็นโทษ” เป็นการกำหนดค่าเสียหายในหลักการของระบบ common law  เพื่อเป็นค่าสินไหมทดแทนและเพื่อลงโทษผู้ละเมิด  ซึ่งเป็นค่าเสียหายแบบลงโทษที่เพิ่มเติมขึ้นนอกเหนือจากค่าเสียหายที่ชดใช้ทดแทนความเสียหายจริงๆ  โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรามไม่ให้ทำไม่ชอบเช่นนั้นอีก และยังไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างด้วย โดยที่ฝ่ายผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์จำนวนค่าเสียหาย  ศาลกำหนดให้ตามความเหมาะสม และกำหนดให้เฉพาะกรณีละเมิดที่มีพฤติการณ์รุนแรง  ซึ่งปัจจุบันกฎมายไทยได้ยอมรับนำเอาหลักเกณฑ์ของค่าเสียหายในเชิงลงโทษในระบบ Common  law มาบังคับใช้  ดังจะเห็นได้จากการตรากฎหมายต่างๆ รองรับ เช่น พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 


ปล. เป็นแค่แนวทางในการสอบเท่าครับบ.....
                                                                                               

สรุปแนวข้อสอบนิติกรรมลอย


 เอกสารเตรียมสอบเรื่อง นิติกรรมลอย

โดย จ.อ.นิคม  เภาพาน

หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต

 


     1. สรุปนิติกรรมลอย  

หลักกฎหมายที่ใช้อธิบายปัญหาว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ได้ตกลงซื้อขายกันจะผ่านมือไป

ยังผู้ซื้อเมื่อใดแตกต่างกันออกไป   กล่าวคือระบบคอมมอนลอว์ (เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์)  มีหลักว่า ผู้ซื้อย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นไปทันทีที่สัญญาซื้อขายสำเร็จลง  ส่วนประเทศอื่นๆ  นอกจากจะมีสัญญาซื้อขายแล้ว  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันจะโอนไปยังผู้ซื้อก็ต่อเมื่อผู้ขายได้ส่งมอบทรัพย์นั้นแก่ผู้ซื้อ  หรือได้กระทำการอื่นใดที่มีผลเท่ากับการส่งมอบแก่ผู้ซื้อแล้ว

          แต่สำหรับประเทศเยอรมันมีข้อกำหนดที่เป็นพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก  คือจะต้องมีการตกลงระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเป็นพิเศษด้วย  โดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้นโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อด้วย  ข้อตกลงนี้กฎหมายเยอรมันเรียกว่า “ สัญญาทางทรัพย์  ( Dinglicher  Vertrag)   ซึ่งสัญญาทางทรัพย์มีข้อแตกต่างจากสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้  เพราะผู้ขายเพียงแต่ผูกพันตนที่จะโอนทรัพย์ที่ตกลงซื้อขายกันให้แก่ผู้ซื้อ  ส่วนในสัญญาทางทรัพย์  ผู้ขายตกลงโอนทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อ   คือผู้ขายปฏิบัติการชำระหนี้ตามความผูกพันที่ทำไว้โดยผู้ขายตกลงกับผู้ซื้อ  ให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์นั้น  และความมีผลของสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้กับผลของสัญญาทางทรัพย์แยกกันเป็นอิสระจากกัน   จึงเรียกได้ว่า “ สัญญาลอยทางทรัพย์  ”   (Abstrakter   Dinglicher   Vertrag)  อันเป็นหลักกฎหมายของเยอรมัน

          หลักกฎหมายว่าด้วย  “ สัญญาลอยทางทรัพย์”  กล่าวคือ เมื่อผู้ซื้อได้ทำสัญญา   “ทางทรัพย์” กับผู้ขายคือตกลงโอนกรรมสิทธิ์และได้รับมอบทรัพย์ที่ซื้อกันนั้นจากผู้ขายแล้ว  ผู้ซื้อย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น  ถึงแม้ว่าสัญญาซื้อขายนั้นจะตกเป็นโมฆะมาแต่แรกหรือสิ้นผลไปเพราะถูกบอกล้างไปภายหลัง  หรือสัญญาซื้อขายนั้นไม่มีผลเพราะเหตุหนึ่งเหตุใดก็ตาม  ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าข้อตกลงทางทรัพย์นั้นเป็นข้อตกลงที่  “ลอย” (Abstrakt)  หรือพรากจากสัญญาซื้อขายที่เป็นมูลเหตุของสัญญาทางทรัพย์นั้น  กล่าวคือ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โอนกันโดยสัญญาทางทรัพย์นั้นย่อมจะโอนไปยังผู้ซื้อแล้วตั้งแต่ตกลงโอนและส่งมอบแก่กัน  โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า  สัญญาซื้อขายไม่มีผลหรือมีผลมาแต่ต้นแล้วเสียไปภายหลัง  อย่างไรก็ดีแม้ในกรณีที่ผู้ซื้อจะได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น  แต่การได้กรรมสิทธิ์นี้เป็นการได้มาโดยสัญญาที่ไม่มีผล  เรียกได้ว่าเป็นการได้มาโดยปราศจากเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย (Sine  Causa)  ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ควรมีสิทธิ์ที่จะยึดถือทรัพย์นั้นไว้เป็นของตัวตลอดไป  และต้องมีหน้าที่คืนทรัพย์นั้นแก่ผู้ขายในฐานะที่ได้กรรมสิทธิ์มานั้นเป็น “ ลาภมิควรได้”  อันเป็นกรณีตามมาตรา 812  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน

          ในระบบกฎหมายของเยอรมัน หลักสัญญาลอยทางทรัพย์นี้มิได้ใช้เฉพาะเรื่องซื้อขายเท่านั้น  แต่ยังใช้กับกรณีสัญญาให้  แลกเปลี่ยน   หรือการโอนทรัพย์แก่เจ้าหนี้เพื่อประกันการกู้ยืม  หรือการโอนทรัพย์ แก่ทรัสตีเพื่อจัดการทรัพย์ด้วย  ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้มีนิติกรรม 2 ประเภท  มาเกี่ยวข้อง   กล่าวคือ  “นิติกรรมที่เป็นมูล”  หรือ  “นิติกรรมที่เป็นเหตุ” อันได้แก่สัญญาทางหนี้  เช่น สัญญาซื้อขาย  สัญญาให้  สัญญาค้ำประกัน   หรือสัญญาตั้งทรัสต์    กับอีกประเภทหนึ่งคือ  “ นิติกรรมที่ทำให้สัญญาสำเร็จผล”  หรือ  “ นิติกรรมที่เป็นการปฏิบัติการชำระหนี้”  อันได้แก่การโอนทรัพย์ ให้สำเร็จลุล่วงไปตามวัตถุประสงค์ของสัญญาที่เป็นมูล  ทีนี้ถ้าหากปรากฎว่านิติกรรมที่เป็นมูลนั้นตกเป็นโมฆะ  นิติกรรมอีกประเภทหนึ่งคือ “นิติกรรมที่ทำให้สัญญาสำเร็จผล”  ก็อาจมีผลสมบูรณ์ได้  เพราะนิติกรรมประเภทหลังนี้เป็น “นิติกรรมลอย” แยกจากนิติกรรมที่เป็นมูลและด้วยเหตุนี้  ผู้ซื้อ   หรือผู้รับให้  หรือเจ้าหนี้  หรือผู้รับสัญญาค้ำประกัน   หรือทรัสตีผู้รับโอนทรัพย์ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โอนมาโดยบริบูรณ์ 

          กล่าวโดยสรุป “สัญญาลอยทางทรัพย์”  หรือ “นิติกรรมลอย”  เป็นหลักกฎหมายของเยอรมันที่อธิบายว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โอนกันโดย  “สัญญาทางทรัพย์”  หรือ “นิติกรรมที่เป็นการปฏิบัติการชำระหนี้” นั้นย่อมจะโอนไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับโอนแล้วตั้งแต่ตกลงโอนและส่งมอบแก่กัน  โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า  “สัญญาทางหนี้” หรือ “นิติกรรมที่เป็นมูล ”  ไม่มีผลหรือมีผลมาแต่ต้นแล้วเสียไปภายหลัง  อย่างไรก็ดีแม้จะได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น  แต่การได้กรรมสิทธิ์มาโดยสัญญาที่ไม่มีผล  ปราศจากเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย  จึงไม่ควรมีสิทธิ์ที่จะยึดถือทรัพย์นั้นไว้  และต้องมีหน้าที่คืนทรัพย์นั้น  คำว่า นิติกรรมลอย  เป็นการบัญญัติศัพท์ โดย ดร.หยุด  แสงอุทัย



          2. สรุปความแตกต่างของระบบสัญญาเดี่ยวและสัญญาคู่

          ในการทำสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์  สัญญาให้  แลกเปลี่ยน   หรือการโอนทรัพย์แก่เจ้าหนี้เพื่อประกันการกู้ยืม  หรือการโอนทรัพย์ แก่ทรัสตีเพื่อจัดการทรัพย์  กฎหมายแพ่งเยอรมันได้แยกนิติกรรมออกเป็นสองประเภท คือ“นิติกรรมที่เป็นมูล”  หรือ  “นิติกรรมที่เป็นเหตุ” หรือที่เรียกว่า “สัญญาทางหนี้ ”  กับ “ นิติกรรมที่ทำให้สัญญาสำเร็จผล”  หรือ  “ นิติกรรมที่เป็นการปฏิบัติการชำระหนี้” หรือที่เรียกว่า  ”สัญญาทางทรัพย์” ซึ่งเรียกว่า  ระบบสองสัญญาหรือสัญญาคู่  ซึ่งต่างจากฎหมายของไทย  ฝรั่งเศส  และคอมมอนลอว์  ซึ่งนำการกำหนดในการแสดงเจตนาว่าสมบูรณ์หรือไม่  มาเป็นตัวกำหนดการเกิดสัญญาซึ่งจะมีเพียงสัญญาเดียวเท่านั้น เรียกว่า ระบบสัญญาเดี่ยว

          2.1 การเกิดสัญญา

          ในระบบสัญญาคู่  เมื่อได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้แล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังไม่โอนไปยังผู้รับโอนหรือผู้ซื้อ  จนกว่าคู่สัญญาจะต้องทำสัญญาทางทรัพย์อีกสัญญาหนึ่งและมีการส่งมอบตัวทรัพย์  กรรมสิทธิ์ถึงจะโอนไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับโอน ซึ่งแตกต่างจากระบบสัญญาเดี่ยว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขาย  กล่าวคือ ล่าวคือารอันใดอันหนึ่งขึ้นอันพึ่งสันิษบานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับ  กฎหมายไทยสัญญาเกิดเมื่อมีการอันใดอันหนึ่งขึ้นอันพึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับ กฎหมายฝรั่งเศสสัญญาเกิดเมื่อผู้เสนอรับทราบคำสนอง โดยพิจารณาจากคำสนองมาถึงภูมิลำเนาของผู้เสนอถือว่าสัญญาเกิด   กฎหมายคอมมอนลอว์ สัญญาเกิดทันทีที่ส่งจดหมาย  แม้ผู้เสนอจะยังไม่ทราบคำเสนอแม้กระทั่งคำสนองจะหายไปในระหว่างทาง   



          2.2 การเรียกคืนทรัพย์เมื่อนิติกรรมตกเป็นโมฆะ

                   ในระบบสัญญาคู่ หากปรากฏว่าสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้อันเป็นมูลของการโอนทรัพย์นั้นไม่สมบูรณ์ เพราะตกเป็นโมฆะด้วยเหตุที่นิติกรรมนั้นไม่ถูกต้องตามแบบ หรือต้องห้ามโดยบทบัญญัติของกฎหมาย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือด้วยเหตุที่คู่กรณีมิได้มีเจตนาต้องตรงกัน หรือสัญญานั้นตกเป็นโมฆียะ (เพราะเหตุสำคัญผิดฉ้อฉล หรือข่มขู่) และถูกบอกล้างไปภายหลัง  ตามหลักว่าด้วย “สัญญาลอยทางทรัพย์นั้นกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือในตัวเงินที่โอนกันย่อมจะโอนไปยังคู่กรณีแล้ว  ดังนั้นผู้โอนย่อมไม่อาจอ้างหลักกรรมสิทธิ์มาเป็นฐานในการเรียกทรัพย์คืนได้ต่อไป  จึงได้แต่เรียกให้ผู้รับโอนคืนทรัพย์ โดยอาศัยหลักว่าผู้รับโอนได้ทรัพย์นั้นไป โดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย คือได้ทรัพย์ไปในฐานะเป็นลาภมิควรได้ และผู้รับโอนย่อมจะต้องคืนทรัพย์นั้นแก่ผู้โอน จึงสรุปว่าสิทธิเรียกให้ผู้รับโอนคืนทรัพย์สินที่ได้รับโอนไปตามสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ย่อมไม่ใช่สิทธิเรียกร้องทางทรัพย์ ไม่ใช่การเรียกทรัพย์คืนโดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 985 ป. แพ่งเยอรมัน  ผู้โอนคงมีแต่สิทธิเรียกร้องทางหนี้ต่อผู้รับโอน ในอันที่จะเรียกร้องให้ผู้รับโอนคืนทรัพย์แก่ตนตามหลักว่าด้วยลาภมิควรได้ (มาตรา812 ฯ ป.แพ่งเยอรมัน) เท่านั้น   ซึ่งแตกต่างจากระบบสัญญาเดี่ยว  กล่าวคือการทำสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาทางหนี้ มีผลทำให้กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญาทางหนี้กัน   โดยไม่ต้องไปทำสัญญาอะไรกันอีก  และหากสัญญาในทางหนี้ตกเป็นโมฆะ เพราะเหตุมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งด้วยกฎหมาย  หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี  ถือว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นยังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ  กรรมสิทธิ์ยังอยู่ที่เจ้าของ  สามารถติดตามเอาคืนได้ตามหลักกรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ของไทย

2.3 การโอนทรัพย์ไปยังบุคคลที่สาม  

       ในระบบสัญญาคู่ ประกอบด้วยสัญญาทางหนี้ และสัญญาทางทรัพย์ ในการโอนทรัพย์ไปยังบุคคลที่สาม  หากสัญญาทางหนี้ระหว่างผู้รับโอน(ผู้ซื้อ) กับบุคคลที่สามสมบูรณ์ และสัญญาทางทรัพย์มีการส่งมอบทรัพย์  กรรมสิทธิ์ย่อมโอนไปยังบุคคลที่สามทันที  ผู้ขายหรือผู้โอนจะไปฟ้องเอาคืนจากบุคคลที่สามไม่ได้   ซึ่งจะแตกต่างจากระบบสัญญาเดี่ยว โดยยึดหลักกฎหมายทั่วไป  หลักว่า  “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” หากสัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ   ถือว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ  กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับเจ้าของทรัพย์ เมื่อผู้ซื้อไม่มีกรรมสิทธิ์  บุคคลที่สามย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ดีกว่า  ผู้ขายสามารถติดตามเอาทรัพย์คืนจากบุคคลที่สามได้ตามหลักกรรมสิทธิ์   ตาม ปพพ. มาตรา 1336



 ปล.เป็นแนวทางงในการสอบเท่านั้นครับบบบ